เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมเพิ่งพบว่าบางครั้งเราก็ไม่ควรวิ่ง
บทเรียนนี้เกิดขึ้นในวันที่ผมเดินทางไปรับงานเป็นพิธีกรที่ศูนย์การค้าแห่งหนึ่งใจกลางมหานคร ที่ที่ทุกคนยกให้เป็นแหล่งรวมวัยรุ่นที่ใหญ่และดูดีที่สุดในประเทศเส็งเคร็งแห่งนี้
ด้วยความเร่งรีบจากความโลภที่ดันรับงานซ้อน และด้วยระบบการวางผังเมืองอันไม่ควรเรียกว่าผัง และด้วยที่จอดรถชั้นแรกๆที่ว่างแต่ดันไม่สามารถจอดได้เพราะระบบสมาชิกของบัตรบางประเภท และด้วยปริมาณรถยนต์ที่มากสวนทางกับดัชนีแหกปากบ่นเรื่องค่าน้ำมัน และด้วยปริมาณคนที่มากที่สุดคล้ายกับไม่มีที่ที่ดูเจริญจนน่าจะเดินอีกแล้วในประเทศนี้ และด้วยเหตุอีกเยอะแยะจนไม่สามารถจะบรรยายได้หมด แต่โดยสรุปมันทำให้ผมต้องรีบ
เมื่อรีบก็ต้องไปให้เร็ว เมื่ออยากไปให้เร็วต้องหายตัว เมื่ออยากหายตัวต้องฝึก เมื่อไม่ฝึกย่อมทำไม่ได้ เมื่อทำไม่ได้ต้องไปทางอื่น เมื่ออยากไปทางอื่นก็ต้องเดิน แต่เมื่อเดินแล้วไม่เร็วพอ...
ทางเลือกที่เหลือที่ดีกว่าก็น่าจะเป็นการวิ่ง...
ครับ...ผมเลือกที่จะวิ่งเพราะน่าจะดีกว่าความคิดแรกที่อยากจ้างมอเตอร์ไซค์วิน แต่ดีที่กระบวนการขัดเกลาทางสังคมบางอย่าง บรรจงสลักคำว่า กาละเทศะไว้ในหยักซักรอยของสมอง
ครับ...ผมรู้จักกาละเทศะดี
เรื่องราวอันยืดยาวเหล่านี้น่าจะจบลงถ้าผมวิ่งไปถึงที่หมายในเวลาที่กำหนด...แต่ถ้าจบตอนนี้เลยคนอ่านคงด่าพ่อ(ที่บังเอิญว่าพวกเขาไม่รู้ว่าท่านจากโลกนี้ไปนานแล้ว)
ครับ...ผมจะเล่าต่อ แต่ไม่ใช่เพราะผมทำเพื่อพ่อ ตัวละครสำคัญของเรื่องนี้ไม่ใช่พ่อ แต่เป็นยาม
ครับ...ยาม กลุ่มบุคคลที่คิดว่าตัวเองมีอำนาจล้นฟ้าจากเครื่องแบบที่ถูกตัดเย็บและออกแบบอย่างลวกๆ และเป็นพวกที่ชอบคิดว่ามีดาวบนบ่าแต่แท้จริงแล้วเป็นแค่ป้ายผ้าปัญญาอ่อน
ช่วงวินาทีหนึ่งผมรู้สึกได้ว่ามีอะไรบางอย่างวิ่งตามผมมา
ครับ...ยาม
ช่วงวินาทีที่เขาเข้าถึงตัวผม มันเป็นวินาที่ที่ผมรู้สึกผิดมหันต์ จากสีหน้าและแววตาของเขาเหมือนกับเมื่อกี้นี้ผมได้วิ่งไปเหยียบท่านผู้มีอุปการะคุณคนใดคนหนึ่งจนตายคาห้างอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงมันร้ายซะยิ่งกว่านี้น...เขาบอกผมพลางยกวิทยุสื่อสารขึ้นมาขวางอย่างดุดันว่า
"ที่นี่ห้ามวิ่ง"
ผม "โทษครับ ผมรีบมาก เดี๋ยวไปงานไม่ทัน"
เขา "แต่ที่นี่ห้ามวิ่ง"
ผม "แล้วจะให้ผมทำไง"
เขา "ที่นี่เราอนุญาตให้เดินเร็วแทน"
โถๆๆๆ ไอ้ใจพระ ไอ้ผู้พิทักษ์ความถูกต้อง มันเป็นทางเลือกที่ปัญญาอ่อนเหมือนป้ายผ้าบนบ่ามึงเลยเนอะ
ผมไม่ได้พูดในสิ่งที่ผมคิดในบรรทัดด้านบน และผมก็ไม่ได้เดินเร็วตามคำสั่งจอมปลอมนั้นด้วย
ไม่ใช่เพราะกลัวตูดบิดจากการเดินเร็ว แต่กลัวฉิบเป๋งว่าสิทธิ์ในการจะเดินหรือวิ่งของมนุษย์เดินดินอย่างผมจะหายไป
ถ้าจะให้แนะนำ ควรจะเอาเวลาที่วิ่งตามคนที่วิ่งไปตรวจระเบิดในกระเป๋าให้ละเอียดกว่านี้ (เรื่องนี้ก็ปัญญาอ่อนพอกัน) หรือถ้าว่างมากรบกวนไปจับไอ้พวกที่ยืนฉี่ในห้องน้ำแล้วไม่ยกฝารองนั่งทีเถอะ มันน่าจะเกิดประโยชน์กว่านี้เพราะผมไม่อยากเช็ดฉี่(คนอื่น)ก่อนนั่งขี้ทุกครั้ง
ท้ายสุดนี้ผมยังยืนยันในสิทธิ์แห่งการวิ่งของผม และผมยังวางแผนว่าจะวิ่งเพิ่มขึ้น ไม่ว่าวันนั้นจะรีบหรือไม่ก็ตาม และดูเหมือนว่าเขาคนนั้นก็คงจะไม่อยากมาเตือนผมอีกต่อไปเพราะหลังๆผมชวนเพื่อนมาวิ่งเป็นเพื่อน และวางเส้นทางแยกกันวิ่งอย่างเป็นระบบเมื่อเขาวิ่งตามอีกด้วย
ปล. ขออภัยไปถึงพี่ยามดีๆที่ยังมีอยู่อีกหลายท่านด้วยครับ
เสื้อชมพูน่ารักดีนะ